ต้อกระจก (Cataract)

เขียนโดย รศ.นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา


ต้อกระจกคืออะไร?

ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์ที่อยู่ภายในตาขุ่น เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุมาก อุบัติเหตุ หยอดหรือรับประทานยาสเตอรอยด์หรือยาอื่น การอักเสบภายในลูกตา โรคทางกายบางอย่าง(เช่น เบาหวาน) เป็นต้น บางรายอาจเป็นตั้งแต่กำเนิด แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ อายุที่มากขึ้น ส่วนมากมักพบเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป บางรายอาจพบได้เร็วกว่านี้


รูปที่ 1 ต้อกระจกระยะปานกลาง
สังเกตว่าเลนส์มีสีเหลืองอ่อนๆ

รูปที่ 2 ต้อกระจกที่แข็งมาก
สังเกตว่าเลนส์มีสีเหลืองเข้ม
(หลังจากหยอดยาขยายม่านตา)

รูปที่ 3 ต้อกระจกที่สุกแล้ว
และกำลังจะเกิดต้อหินแทรกซ้อน
เลนส์มีสีขาวขุ่นมาก เนื่องจากบวมน้ำ

ต้อกระจก มีอาการอย่างไร?

ต้อกระจกทำให้มีอาการตามัวเป็นฝ้าคล้ายหมอกบัง แรกเริ่มจะมัวเพียงเล็กน้อย และจะมัวเพิ่มขึ้นช้าๆ เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี แต่อาการตามัวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นถ้ามีอาการตามัวควรรีบไปพบจักษุแพทย์ เพราะอาการตามัวจากโรคตาอาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่ต้อกระจกและอาจต้องการการรักษาที่รีบด่วน

อาการอื่นๆ ที่อาจเกิดจากต้อกระจก ได้แก่

  • สายตาสั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย
  • ตาพร่ามากขึ้นเวลาอยู่ในที่แสงจ้า
  • เห็นภาพซ้อนในตาข้างใดข้างหนึ่ง(ทดสอบโดยการปิดตาทีละข้าง)
  • เห็นภาพเป็นสีเหลืองๆ
ต้อกระจก พบได้บ่อยหรือไม่?

ต้อกระจกเป็นสาเหตุของตามัวในคนที่อายุเกิน 50 ปี ที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ระยะแรกๆ มักยังไม่มีอาการ ส่วนมากจะแสดงอาการตามัวจนทำให้ต้องไปพบแพทย์ตอนอายุราว 65-75 ปี (บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้)

ต้อกระจก รักษาอย่างไร?

ถ้าต้อกระจกเป็นไม่มาก แพทย์มักแนะนำให้พิจารณาเปลี่ยนแว่นตา เพราะต้อกระจกมักทำให้สายตาสั้นมากขึ้น โดยยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ถ้าต้อกระจกเป็นมากขึ้นจนกระทั่งรบกวนการใช้สายตาในชีวิตประจำวันก็สมควรที่จะผ่าตัด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่เป็นภาระต่อลูกหลาน และลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุจากการมองเห็นที่พร่ามัว

ต้อกระจก ทิ้งไว้นานๆ จะเป็นอะไรไหม?

ต้อกระจก(เลนส์ขุ่น)จะพัฒนามากขึ้นช้าๆ ทำให้ตาค่อยๆพร่ามากขึ้น และต้อจะแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การผ่าตัดยากขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดการมองเห็นจะเหลือเพียงเห็นมือโบกไปมาหรือเห็นเพียงแสงไฟเท่านั้น และเกิดต้อหินแทรกซ้อน ทำให้มีอาการปวดตารุนแรงได้

ต้อกระจก ผ่าตัดโดยวิธีอะไร?

การผ่าตัดต้อกระจกมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยการผ่าต้อกระจกออกแล้วใส่เลนส์เทียม ปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดต้อกระจกหลายวิธี ได้แก่

  1. การผ่าตัดต้อกระจกแบบเปิดแผลใหญ่ (Extracapsular cataract extraction หรือ ECCE)
    • วิธีนี้จะต้องฉีดยาชามาก ใช้เวลาทำประมาณ 30-45 นาที แผลใหญ่ 7-10 มม.จึงต้องเย็บแผล แผลหายช้า มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าวิธีอื่น และการมองเห็นอาจด้อยกว่าวิธีอื่น
    • ปัจจุบันวิธีนี้ ทำกันน้อยลง แต่ถ้าต้อกระจกที่แข็งมากๆ เนื่องจากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจจะไม่สามารถทำโดยวิธีสลายต้อด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงได้ ก็อาจจะต้องเลือกผ่าตัดวิธีนี้
  2. การผ่าตัดต้อกระจกแบบสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification หรือ Phaco) อ่านเพิ่มเติม
    • วิธีนี้ใช้เพียงการหยอดยาชาหรือฉีดยาชาเพียงนิดเดียว ผู้ป่วยส่วนมากแทบไม่รู้สึกว่าเจ็บในระหว่างผ่าตัด
    • ส่วนมากใช้เวลาทำเพียงประมาณ 15-20 นาที
    • แผลเล็ก 2.8-3.0 มม. แผลแข็งแรงกว่าวิธีแรก หายเร็ว พักฟื้นสั้น กลับไปทำงานได้เร็ว
    • วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเป็นมาตรฐานในการผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบัน เนื่องจากได้ผลดี แผลหายเร็ว
    • ในรายที่ต้อกระจกที่แข็งมากๆ เนื่องจากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจจะไม่สามารถทำโดยวิธีสลายต้อได้
  3. การใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัดต้อกระจก (Femtosecond laser-assisted cataract surgery หรือ FLAC) อ่านเพิ่มเติม
    • วิธีนี้ใช้เลเซอร์ยิงต้อกระจกไว้ก่อน แล้วจึงใช้เครื่องสลายต้อกระจกที่เป็นคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปดูดเอาต้อกระจกที่ถูกตัดไว้แล้วออกมา
    • เลเซอร์จะช่วยเปิดแผลที่ขอบตาดำขนาด 2.8-3.0 มม., เลเซอร์ช่วยตัดถุงหุ้มเลนส์ส่วนหน้าเป็นวงกลมเอาไว้ก่อน และเลเซอร์ยังช่วยตัดเนื้อเลนส์ออกเป็นชิ้นเล็กๆด้วย เลเซอร์จึงช่วยลดพลังงานของเครื่องสลายต้อที่ใช้เข้าไปดูดเลนส์ที่ถูกตัดไว้แล้วออกมา
    • เลเซอร์สามารถตัดเนื้อเยื่อของต้อกระจกได้แม่นยำกว่าการใช้เครื่องสลายต้อกระจกเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้ถุงเลนส์ที่มีความสมบูรณ์และสวยงามสำหรับใส่เลนส์เทียม โดยเฉพาะเลนส์เทียมชนิดพิเศษต่างๆ
การตรวจก่อนผ่าตัด

ก่อนผ่าตัดแพทย์จะตรวจตาทั่วไป วัดความดันตา ขยายรูม่านตา ตรวจจอประสาทตา เพื่อให้แน่ใจว่ามีเพียงต้อกระจกเท่านั้น หรือมีโรคอื่นๆของตาร่วมด้วย บางรายอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษอื่นๆด้วย เช่น การตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง OCT, การตรวจลานสายตา เป็นต้น

การตรวจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การวัดและคำนวณกำลังของเลนส์เทียมที่จะใส่ให้ผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัดต้อกระจก ในปัจจุบันมักใช้เครื่องเลเซอร์ในการวัดกำลังของเลนส์เทียมเนื่องจากมีความแม่นยำกว่าการวัดด้วยคลื่นเสียง ยกเว้นรายที่ต้อเป็นมากและวัดไม่ได้ด้วยเลเซอร์

การผ่าตัดต้อกระจก มีความเสี่ยงไหม?

การผ่าตัดใดๆ มีความเสี่ยง แต่การผ่าตัดต้อกระจกโดยจักษุแพทย์ที่มีความชำนาญถือเป็นการผ่าตัดที่มีอัตราของการประสบผลสำเร็จที่สูงมากๆ โอกาสเกิดผลอันไม่พึงประสงค์พบได้น้อยมาก

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ ความดันลูกตาสูง การมีเลือดออกภายในลูกตา การติดเชื้อ การอักเสบมาก เศษเลนส์ตกค้าง ถุงเลนส์ฉีกขาด ทำให้ใส่เลนส์ไม่ได้ หรือใส่เลนส์ไปแล้วแต่เลนส์ตาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ค่าสายตาคลาดเคลื่อนไปจากที่แพทย์ตั้งใจ ทำให้เหลือสายตาที่ต้องแก้ไขด้วยแว่นหรือบางรายอาจต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อเปลี่ยนเลนส์ใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงทางร่างกายอื่นๆ ได้แก่ การมีโรคหัวใจกำเริบ ความดันโลหิตสูงจากความวิตกกังวล การแพ้ยา เป็นต้น

ด้วยความปรารถนาดีจาก ดิเรก-ประภัสสร จักษุคลินิก
www.direkclinic.com