เลนส์เทียม (Intraocular lens)

เขียนโดย รศ.นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา


เป้าหมายของการผ่าตัดต้อกระจกที่เปลี่ยนไปจากอดีตถึงปัจจุบัน

ในอดีตการผ่าตัดต้อกระจกมีเป้าหมายเพื่อผ่าตัดเอาต้อกระจกที่ขุ่นออก แล้วหลังผ่าตัดให้ใส่แว่นตาที่หนามาก ต่อมาเมื่อมีเลนส์เทียมใช้แต่เทคโนโลยีการวัดกำลังของเลนส์เทียมยังมีความคลาดเคลื่อนสูง หลังผ่าตัดจึงมีค่าสายตาหลงเหลืออยู่มากบ้างน้อยบ้าง จึงยังต้องใส่แว่นตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาที่เหลืออยู่

พอมาถึงยุคปัจจุบัน ที่มีความก้าวหน้าของเครื่องวัดกำลังเลนส์อย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีค่าสายตาหลังผ่าตัดเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (แม้ว่าก่อนผ่าตัดจะมีค่าสายตามากก็ตาม) นอกจากนี้ยังมีชนิดต่างๆของเลนส์เทียมให้เลือกหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยสามารถเลือกเลนส์ให้เหมาะสมกับความต้องการได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหลังการผ่าตัดต้อกระจก

ปัจจุบัน ยังไม่มีเลนส์เทียมที่สมบูรณ์แบบ 100% เลนส์เทียมแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อด้อย บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น แต่รายละเอียดควรต้องปรึกษาจากแพทย์ผู้ผ่าตัดอีกครั้ง

ดังนั้นเป้าหมายของการผ่าตัดในปัจจุบัน จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • เอาต้อกระจกที่ขุ่นออก เพื่อให้แสงผ่านเข้าสู่ตาได้
  • แก้ไขสายตาสั้น/ยาว/เอียงที่มีอยู่เดิม
  • เลือกใช้เลนส์เทียมที่เหมาะสมกับการใช้สายตายตาในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงคุณภาพของการมองเห็นและค่าใช้จ่าย
เลนส์เทียมสำหรับใส่เวลาผ่าตัดต้อกระจก มีกี่ชนิด?

เลนส์เทียมแบ่งตามลักษณะของจุดโฟกัสเป็น 3 ชนิด อย่างไรก็ตาม เลนส์เทียมแต่ละชนิดยังมีทั้งแบบที่ไม่แก้ไขสายตาเอียง กับชนิดที่แก้ไขสายตาเอียงด้วย ดังนั้นโดยรวมจึงมี 6 ชนิด ดังนี้

  1. เลนส์เทียมชนิดที่มีโฟกัสเดียว (Monofocal lens)
    • แบบไม่แก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่ไม่มีสายตาเอียงน้อยหรือมีน้อย
    • แบบแก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่มีสายตาเอียงมาก
  2. เลนส์เทียมชนิดที่มีโฟกัสเดียวแบบโฟกัสยืดยาว (Extended depth of focus lens)
    • แบบไม่แก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่ไม่มีสายตาเอียงน้อยหรือมีน้อย
    • แบบแก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่มีสายตาเอียงมาก
  3. เลนส์เทียมชนิดที่มีมากกว่า 1 จุดโฟกัส ทำให้ดูได้ทั้งไกลและใกล้ (Multifocal lens)
    • แบบไม่แก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่ไม่มีสายตาเอียงน้อยหรือมีน้อย
    • แบบแก้ไขสายตาเอียง สำหรับคนที่มีสายตาเอียงมาก

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายตาเอียงได้ ที่นี่

เลนส์เทียมแบบชนิดโฟกัสเดียว (Monofocal lens)

เป็นเลนส์เทียมชนิดมาตรฐานที่นิยมใช้กันทั่วไป เป็นเลนส์ที่มีจุดโฟกัสเพียงจุดเดียว ส่วนมากแล้วแพทย์จะเลือกค่ากำลังของเลนส์เทียมให้จุดโฟกัสไปตกที่จอประสาทตา เลนส์ชนิดนี้จึงดูไกลได้ชัด แต่เวลามองระยะกลางและระยะใกล้ด้วยตาเปล่าจะเห็นไม่ชัด จึงยังคงต้องใส่แว่นตาเพื่อช่วยในการมองเห็นในระยะกลางและระยะใกล้

แต่ในบางครั้ง ถ้าหลังผ่าตัดมีสายตาเหลืออยู่มาก ก็อาจทำให้ระยะไกลไม่ชัดก็ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีสายตาเอียงก็จะไม่ชัดทั้งไกลและใกล้ แต่ถ้าใส่แว่นตาก็จะเห็นชัดดี อย่างไรก็ตามเลนส์เทียมชนิดนี้มีแบบที่แก้ไขสายตาเอียงให้เลือกใช้ด้วย หมายความว่า ถ้าผู้ป่วยมีสายตาเอียงและได้รับการใส่เลนส์เทียมชนิดโฟกัสเดียวและแก้ไขสายตาเอียง ก็จะทำให้ดูไกลชัด แต่ดูใกล้จะยังไม่ชัดและต้องใส่แว่นตาเวลาอ่านหนังสือ

monofocal lens

รูปที่ 1 สังเกตว่าเลนส์มีจุดโฟกัสเพียงจุดเดียว ทำให้มองเห็นที่ไกลระยะเดียว

เลนส์เทียมชนิดที่มีโฟกัสเดียวแบบโฟกัสยืดยาว (Extended depth of focus lens)

เป็นการออกแบบเลนส์ให้มีจุดโฟกัสระยะไกลที่ยืดยาวออก ซึ่งจะช่วยให้ระยะการมองเห็นมีการยืดยาวออกเช่นกัน ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ระยะไกลมาจนถึงระยะกลาง (1-2 เมตร) ส่วนระยะใกล้จะมองเห็นไม่ชัด จึงต้องใส่แว่นอ่านหนังสือ

extended depth of focus lens

รูปที่ 2 สังเกตว่าเลนส์มีจุดโฟกัสเพียงจุดเดียว แต่จุดโฟกัสยืดยาวออก ทำให้สามารถดูได้ทั้งระยะไกลและระยะกลาง

เลนส์เทียมชนิดหลายโฟกัส (Multifocal lens)

การที่เลนส์ชนิดนี้มีหลายโฟกัส ทำให้สามารถใช้งานได้หลายๆ ระยะ ปัจจุบันเลนส์เทียมชนิดนี้มีให้เลือกหลายแบบ เช่น

  • แบบ 2 โฟกัส คือ ดูระยะไกลและดูระยะใกล้ (bifocal) (รูปที่ 3) ระยะกลางก็จะไม่ค่อยชัด
  • แบบ 2 โฟกัส คือ ดูระยะไกล และดูระยะกลาง (bifocal) (รูปที่ 4) ระยะใกล้ก็จะไม่ค่อยชัด
  • แบบ 3 โฟกัส คือ ดูระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ (trifocal) (รูปที่ 5) สามารถใช้งานได้ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้
bifocal lens

รูปที่ 3 สังเกตว่าเลนส์มีจุดโฟกัส 2 จุด คือที่ระยะไกลและระยะใกล้

bifocal lens

รูปที่ 4 สังเกตว่าเลนส์มีจุดโฟกัส 2 จุด คือที่ระยะไกลและระยะกลาง

trifocal lens

รูปที่ 5 สังเกตว่าเลนส์มีจุดโฟกัส 3 จุด คือที่ระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้

อ่านดูแล้วเลนส์เทียมหลายระยะ แต่อยากทราบว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ สามารถมองเห็นได้ทั้งระยะไกล และระยะกลางหรือใกล้ ขึ้นกับชนิดของเลนส์ จึงช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาไปได้มาก แต่ไม่ได้การันตีว่าจะไม่ต้องใส่แว่นตาเลย

ข้อเสีย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ไม่มีเลนส์เทียมที่สมบูรณ์แบบทุกด้าน เลนส์เทียมหลายระยะมักมีโครงสร้างของเลนส์เป็นแบบ diffractive design (ผิวเลนส์ไม่เรียบ มีลักษณะคล้ายขั้นบันได เรียงตัวเป็นวงๆ) ทำให้เห็นภาพที่มี contrast ลดลงกว่าเลนส์แบบ monofocal และเวลาขับรถกลางคืนอาจเห็นแสงไฟหน้ารถที่สวนมาเป็นวงวาวๆรอบไฟหน้ารถ (รูปที่ 6) โดยเฉพาะในระยะแรกๆหลังผ่าตัด แต่เมื่อเวลาผ่านไฟสมองมักมีการปรับตัวทำให้เห็นลักษณะดังกล่าวน้อยลง

เลนส์เทียมหลายระยะแบบ diffractive รุ่นใหม่ๆ ได้รับการออกแบบมาให้ช่วยลดปัญหาเรื่อง contrast ที่ลดลงและการมีแสงเป็นวงรอบไฟหน้ารถ ทำให้เลนส์หลายระยะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อเสียที่สำคัญอีกประการที่สำคัญคือ เลนส์เทียมหลายระยะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเลนส์เทียมชนิดโฟกัสเดียวที่ใช้กับทั่วไป


รูปที่ 6 สังเกตว่าไฟหน้ารถที่สวนมาเป็นวงๆรอบไฟหน้ารถ

ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตเลนส์เทียมหลายระยะแบบ refractive design (ผิวเลนส์ค่อนข้างเรียบ ผู้ผลิตอาศัยการเปลี่ยนแปลงความโค้งของผิวเลนส์เพื่อทำให้เกิดกำลังของเลนส์เลนส์ที่เปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ) มาให้เป็นทางเลือก ซึ่งช่วยให้ contrast ของภาพดีขึ้นและไม่ค่อยมีการเห็นแสงไฟหน้ารถเป็นวงวาวๆ

ดังนั้น แม้ว่าเลนส์เทียมหลายระยะจะช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะ แต่ก็ต้องแลกด้วยการที่เห็นภาพที่มี contrast ที่น้อยลงไปบ้างและอาจมีอาการเห็นแสงไฟหน้ารถยามค่ำคืนเป็นวงๆได้บ้าง

อย่างไรก็ตามคนเป็นต้อกระจกก็มักเป็นผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการมองใกล้ไม่ชัดและต้องใช้แว่นตาเวลาอ่านหนังสือตั้งแต่ก่อนจะเป็นต้อกระจก และเมื่อเป็นต้อกระจกก็อาจมัวไปหมดทุกระยะ อีกทั้งเห็นแสงไฟหน้ารถกระจายมากอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เมื่อได้รับการผ่าตัดและใส่เลนส์หลายระยะไปแล้ว หลังผ่าตัดสามารถดูได้ชัดทั้งไกลและใกล้แม้จะมีอาการเห็นแสงไฟหน้ารถเป็นวงๆบ้าง ผู้ป่วยส่วนมากก็มักพึงพอใจและปรับตัวได้และเคยชินในระยะเวลาไม่นานหลังการผ่าตัด

ปัจจุบันเลนส์เทียมหลายระยะรุ่นใหม่มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้น้อยลงไปเรื่อยๆ

แล้วควรจะใส่เลนส์ชนิดไหนดี?

อยากบอกอีกครั้งก่อนจบ คือ ไม่มีเลนส์เทียมใดๆที่สมบูรณ์แบบ

คนที่ควรใส่เลนส์เทียมแบบโฟกัสเดียว ได้แก่

  • ถ้ากำลังทรัพย์น้อย ไม่ต้องคิดมาก ควรเลือกเลนส์เทียมชนิดโฟกัสเดียว เนื่องจากราคาถูกสุด ให้ภาพที่คมชัดดี แต่ต้องใส่แว่นช่วย
  • ถ้าเป็นคนเจ้าระเบียบเป๊ะทุกอย่าง(perfectionist) ควรเลือกเลนส์เทียมชนิดโฟกัสเดียว เนื่องจากให้ภาพที่คมชัดที่สุด แม้ว่าจะต้องยอมใส่แว่นบ้าง
  • คนที่มีโรคของตาชนิดต่างๆนอกเหนือจากต้อกระจก เนื่องจากโรคตาเหล่านี้มักทำให้ไม่ค่อยได้ประโยชน์(และอาจเป็นผลเสีย)ถ้าใส่เลนส์เทียมชนิดหลายโฟกัส

คนที่ควรใส่เลนส์เทียมแบบหลายโฟกัส รวมถึงเลนส์เทียมชนิด EDOF ได้แก่

  • คนที่มีแรงจูงใจสูงที่จะไม่อยากใส่แว่นตาหลังผ่าตัด หรือใส่แว่นตาให้น้อยเท่าที่จำเป็น
  • เป็นคนที่เข้าใจและยอมรับข้อด้อยบางอย่างของเลนส์เทียมชนิดหลายระยะหรือเลนส์ EDOF ได้
  • เป็นคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
บางครั้งแพทย์อาจใส่เลนส์ 2 ตาไม่เหมือนกันก็ได้

บางครั้งแพทย์อาจเลือกใส่เลนส์ 2 ตาแตกต่างกัน เพื่อให้สามารถดูได้หลายระยะและลดการพึ่งพาแว่นตา เช่น ใส่เลนส์ชนิดระยะไกลและระยะใกล้ตานึงและอีกตาใส่เลนส์ที่เน้นระยะไกลและระยะกลาง หรือใส่เลนส์ชนิด 3 โฟกัสตานึงและอีกตาใส่แบบ EDOF lens เป็นต้น

ค่าสายตาที่หลงเหลืออยู่หลังผ่าตัด

ก่อนจบขออธิบายให้เข้าใจอีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ค่าสายตาที่หลงเหลืออยู่หลังผ่าตัดมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของเลนส์เทียม เพราะจะทำให้จุดโฟกัสของเลนส์ไม่เป็นไปตามที่อธิบายไว้ข้างบน ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ได้รับการใส่เลนส์เทียมชนิด 3 โฟกัสที่ดูได้ทั้งระยะไกล กลางและใกล้ แล้วคาดว่าจะดูทุกระยะ แต่หลังผ่าตัดเหลือสายตาสั้น -0.50 ไดออฟเตอร์ (หรือภาษาชาวบ้านคือ สายตาสั้น 50) ก็จะกลายเป็นดูไกลไม่ชัด แต่ดูระยะกลางหรือระยะใกล้ดี ก็อาจต้องใส่แว่นตาเพื่อแก้ไขสายตาสั้นจึงจะดูไกลชัด

ถ้ามีค่าสายตาเหลืออยู่ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือการใส่แว่นตา แต่ถ้าจะผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเลนส์เทียมหรือจะทำเลสิคเพื่อแก้ไขสายตาที่หลงเหลืออยู่ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ความคาดหวัง

การจ่ายเงินที่แพงเพื่อใส่เลนส์พิเศษเหล่านี้ ย่อมนำมาซึ่งความคาดหวังต่อผลการรักษา ดังนั้นถ้าผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดก็ย่อมเกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา ความเข้าใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเลนส์เทียมชนิดต่างๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่คาดหวังเกินกว่าประสิทธิภาพของเลนส์เทียมที่เลือกใช้ และนำมาซึ่งความสุขของผู้ป่วย และแน่นอนของแพทย์ผู้ผ่าตัดด้วย

โดยสรุปแล้ว ในปัจจุบันมีเลนส์เทียมให้เลือกหลายชนิด การจะเลือกเลนส์ชนิดใดจึงต้องไตร่ตรองให้ดี เพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้สายตา กิจวัตรประจำวันที่ใช้งาน การมีสายตาเอียงร่วมด้วยหรือไม่ ความคาดหวัง ความต้องการเป็นอิสระจากแว่นตา การขับรถตอนกลางคืน และค่าใช้จ่าย


ด้วยความปรารถนาดีจาก ดิเรก-ประภัสสร จักษุคลินิก
www.direkclinic.com