การผ่าตัดต้อกระจกในคนสายตาสั้นที่เคยผ่าตัดเลสิคมาก่อน

เขียนโดย รศ.นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา


สายตาสั้น

เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย เป็นผลมาจากการที่ทั้งกระจกตา(ตาดำ) และเลนส์ มีการหักเหแสงที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดลูกตา ทำให้จุดโฟกัสตกหน้าต่อจอประสาทตา

การแก้ไขสายตาสั้น ได้แก่ การใส่แว่นตา, การใส่คอนแทคเลนส์, การผ่าตัดเลสิค และการผ่าตัดฝังเลนส์เสริมเข้าไปในตา

ในช่วงราว 25-30 ปีก่อน เริ่มมีการผ่าตัดเลสิคในการแก้ไขสายตาสั้น และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันคนไข้ที่เคยผ่าตัดเลสิคมีอายุมากขึ้นจนเข้าสู่วัยที่เริ่มมีต้อกระจก

การผ่าตัดเลสิคในอดีตมีผลอะไรต่อการผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันหรือไม่?

คำตอบคือ มี เราจะมาอธิบายกันในวันนี้

การผ่าตัดเลสิค

การผ่าตัดเลสิค เป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา(เฉพาะผิวด้านหน้า)ให้มีความโค้งน้อยลง นั่นคือ เปลี่ยนแปลงกำลังการหักเหของกระจกตา ซึ่งร่องรอยของการผ่าตัดเลสิคมีน้อยมากจนแพทย์ที่จะผ่าตัดต้อกระจกอาจมองไม่เห็นร่องรอยนั้น(โดยเฉพาะ ถ้าไม่ทราบประวัติมาก่อน)

การวัดค่าเลนส์เทียมที่จะใส่ในตาขณะผ่าตัดต้อกระจก

ในการผ่าตัดต้อกระจก จะเอาเลนส์ธรรมชาติที่ขุ่นแล้วออก และใส่เลนส์เทียมเข้าไปในตา ซึ่งเลนส์เทียมที่ใส่เข้าไปจะต้องมีการวัดและคำนวณค่ากำลังการหักเหให้เหมาะสมกับตานั้นๆ เพื่อให้หลังผ่าตัดมีค่าสายตาที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย

ในการคำนวณค่ากำลังการหักเหของเลนส์เทียม ต้องใช้ค่าความโค้งของกระจกตาในการคำนวณ แต่ในคนที่เคยทำเลสิคแก้ไขสายตาสั้นมาก่อน ค่าความโค้งของกระจกตาถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป แต่สูตรในการวัดและคำนวณค่าความโค้งของกระจกตาทั่วไป ถูกออกแบบมาให้ใช้กับคนปกติที่ไม่เคยทำเลสิคมาก่อน ดังนั้นถ้านำไปใช้กับคนที่เคยทำเลสิคแก้ไขสายตาสั้นมาก่อน ก็จะทำให้ได้ค่าโค้งของกระจกตาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผลการผ่าตัดต้อกระจก ออกมาเป็นภาวะสายตายาว (แย่กว่าภาวะสายตาสั้นเสียอีก)

ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่เคยผ่าตัดเลสิคแก้ไขสายตาสั้น จะคำนวณค่ากำลังการหักเหของเลนส์เทียมอย่างไร?

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนไข้ต้องแจ้งแพทย์ก่อนการผ่าตัดต้อกระจกว่า ท่านเคยได้รับการผ่าตัดเลสิคมาก่อน แพทย์ก็จะปรับวิธีและปรับสูตรในการคำนวณเลนส์เทียมให้มีความแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีหลักการ 2 วิธีคือ

  1. ใช้เครื่องมือวัดเลนส์แบบเดิม แต่ใช้สูตรใหม่มาปรับในการคำนวณค่ากำลังการหักเหของเลนส์เทียม
  2. ใช้เครื่องมือใหม่ๆ (เช่น Pentacam, IOL master 700 เป็นต้น) ที่สามารถวัดความของกระจกตาได้ทั้งผิวหน้าและผิวหลัง ซึ่งจะทำให้ค่ากำลังการหักเหของกระจกที่ได้มีความถูกต้องมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าไปมากในการคำนวณเลนส์เทียมสำหรับคนไข้ที่เคยผ่าตัดเลสิคมาก่อน แต่ค่าสายตาหลังผ่าตัดก็ยังอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้างเล็กๆน้อยๆ ดังนั้นหลังผ่าตัดต้อกระจก จึงอาจมีสายตาเหลืออยู่ได้บ้าง เนื่องจากการวัดและคำนวณที่ยากกว่าคนปกติทั่วไป

ถ้ามีค่าสายตาเหลืออยู่หลังผ่าตัดจะแก้ไขอย่างไร

ปกติแล้ว สายตาที่เหลือมักไม่มาก ท่านอาจไม่จำเป็นต้องใส่แว่นตา หรือใส่เป็นบางโอกาสเท่านั้น ขึ้นกับชนิดของเลนส์เทียมที่ใส่ด้วย แต่ถ้าสายตาเหลือมาก และต้องการแก้ไขก็สายทำได้ เช่น การทำเลสิคซ้ำ การเปลี่ยนเลนส์เทียม (เอาเลนส์เทียมที่ใส่ไปแล้วออก แล้วใส่เลนส์เทียมที่คำนวณมใหม่แทน) หรือใส่เลนส์เทียมบางๆ ซ้อนเข้าไปอีก 1 ตัว(เพื่อแก้ไขเฉพาะสายตาที่ยังเหลืออยู่)

ดังนั้น ถ้าท่านเคยผ่าตัดเลสิคมาก่อน ก่อนการผ่าตัดต้อกระจกอย่าลืมแจ้งแพทย์ว่าท่านเคยผ่าตัดเลสิคมาก่อน เพื่อให้แพทย์ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณเลนส์เทียมใหม่ ก็จะทำให้ได้ค่าสายตาหลังผ่าตัดที่ถูกต้องมากขึ้น


ด้วยความปรารถนาดีจาก ดิเรก-ประภัสสร จักษุคลินิก
www.direkclinic.com