ตาเขหรือตาเหล่ (Strabismus)

เขียนโดย รศ.พญ.ประภัสสร ผาติกุลศิลา


ตาเขหรือตาเหล่ คืออะไร?

ตาเข คือภาวะที่ตาทั้งสองข้างทำงานไม่สามัคคีกัน (มองกันคนละที่) จากข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกา พบภาวะตาเขได้ร้อยละ 4 ของประชากร

สาเหตุของตาเข ได้แก่
  • สายตาผิดปกติ
  • เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่มาควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อตา
  • เกิดจากความผิดปกติของกายวิภาคของตาและกล้ามเนื้อตา
  • เกิดจากโรคตาใดๆ ที่ทำให้ตามัว
  • กรรมพันธุ์
ตาเขแบ่งตามทิศทางของการเขได้ 4 ทิศทางคือ
  • ถ้าตาข้างหนึ่งมองตรง อีกข้างมองเข้าใน เรียกว่า ตาเขเข้าใน (esotropia)
  • ถ้าตาข้างหนึ่งมองตรง อีกข้างมองออกนอก เรียกว่า ตาเขออกนอก (exotropia)
  • ถ้าตาข้างหนึ่งมองตรง อีกข้างมองขึ้นบน เรียกว่า ตาเขขึ้นบน (hypertropia)
  • ถ้าตาข้างหนึ่งมองตรง อีกข้างมองออกนอก เรียกว่า ตาเขลงล่าง (hypotropia)
ลักษณะของตาเข

ตาเขอาจมีได้หลายแบบ เช่น

  • ตาเขอาจเป็นแบบ เขตลอดเวลาหรือเขบางเวลา
  • ตาเขเฉพาะตาใดตาหนึ่งตลอดเวลา หรือเขสลับข้างได้
ตาเขทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจได้

ถ้ามีตาเข จะทำให้เห็นภาพซ้อนเพราะตามองกันคนละที่ แต่ถ้าตาเขเกิดในเด็ก สมองของเด็กจะสามารถละเลยภาพจากตาข้างหนึ่งได้ (ส่วนมากจะละเลยข้างที่เข) ทำให้ข้างนั้นไม่ได้ใช้งาน จะเกิดภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ lazy eye) ตามมาได้

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะตาขี้เกียจ ได้ ที่นี่

อาการของตาเข

อาการของตาเข ได้แก่

  • ปวดศีรษะะ ปวดตา โดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ
  • เห็นภาพซ้อน
  • เด็กชอบหยีตา เวลาออกกลางแจ้ง

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีอาการต้องไปนี้จะเป็นตาเขเสมอไป และตาเขในเด็กอาจทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจได้บ่อย ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นหรือสงสัยว่าเด็กอาจมีตาเข ควรพบจักษุแพทย์เพื่อให้การรักษาตั้งแต่เด็กยังเล็กจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่าการรอให้เด็กโตขึ้น

ผลกระทบของตาเข
  • ในเด็ก อาจทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจ (ถ้าตาขี้เกียจเป็นมาก ก็อาจทำให้ตามัวมากๆ ได้ เด็กโตมาก็แก้ไม่หาย)
  • ทำให้ขาดความมั่นใจ
  • ทำให้ขี้อาย
  • ทำงานช้า งุ่มง่าม
ตาเขในเด็กอาจมีโรคตาซ่อนอยู่ได้

ตาเขในเด็ก บางครั้งอาจมีโรคตาบางอย่างที่ทำให้เด็กตามัวแอบแฝงอยู่ เมื่อมีอาการตามัว สัญญานภาพที่ไปที่สมองไม่ชัดเจน จะทำให้สมองไปสามารถบังคับให้ตาข้างที่มัวมองตรงได้ จึงเกิดภาวะตาเขตามมา โรคตาที่อาจพบในเด็กและทำให้เกิดตาเขได้แก่

  • สายตาผิดปกติข้างเดียว
  • ต้อกระจก
  • จอประสาทตาผิดปกติข้างเดียว
  • โรคมะเร็งจอตา เป็นต้น

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กที่มีหรือสงสัยว่าจะมีตาเขไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วเพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคที่แอบแฝงอยู่โดยเร็ว และให้ให้การรักษาอย่างทันท่วงที

การรักษาตาเขในเด็ก

การรักษาตาเขในเด็ก เป็นการรักษาที่มักต้องใช้หลายวิธีต่อไปนี้ร่วมกัน (เป็นแพกเกจ) การรักษาในเด็ก เป็นการรักษาต่อเนื่อง อย่างน้อยจนเข้าวัยรุ่น และไม่หายขาด แต่สามารถรักษาและควบคุมได้ ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • ใส่แว่นตาแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ
  • ปิดตาข้างดี เพื่อรักษาภาวะตาขี้เกียจ
  • การผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อ เพื่อแก้ไขตาเข

เด็กที่มีตาเข เป็นภาระอันหนักหน่วงของผู้ปกครองที่จะพาเด็กมาพบจักษุแพทย์ ทำให้เด็กยอมรับการใส่แว่นตา การปิดตาข้างดีเพื่อรักษาภาวะตาขี้เกียจ เด็กบางรายไม่ยอมปิดตา แต่ทราบหรือไม่ว่าการไม่ยอมปิดตาในวัยเด็ก เป็นการสูญเสียโอกาสในชีวิตของเด็กที่จะโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีการมองเห็นที่ดี และเมื่อเวลาผ่านไปจนเด็กโตขึ้นเกิน 9-10 ขวบไปแล้ว เด็กอาจจะยอมร่วมมือมากขึ้น แต่เวลาดีๆ ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก

โดยสรุปแล้ว
  • ตาเขในเด็กควรได้รับการรักษาโดยเร็ว อย่ารอให้เด็กโต
  • สายตาผิดปกติ พบได้บ่อยในเด็กตาเข ตาเขบางชนิดสามารถรักษาได้เพียงแค่ใส่แว่นตาเท่านั้น โดยอาจไม่ต้องผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อ
  • ตาเขสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะสายตาขี้เกียจได้บ่อย ซึ่งต้องรักษาตั้งแต่เด็กยังเล็ก (อายุน้อยกว่า 6 ขวบ) จึงจะได้ผลดี
  • ตาเขอาจมีโรคตาอื่นๆ แอบแฝง ที่ทำให้เกิดตาเขตามมา
  • ตาเขบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อให้ตาตรง เพื่อให้เด็กสามารถมีพัฒนาด้านการมองเห็นสองตาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์เท่าเด็กปกติก็ตาม

ด้วยความปรารถนาดีจาก ดิเรก-ประภัสสร จักษุคลินิก
www.direkclinic.com