หลังผ่าตัดต้อกระจก ทำไมยังต้องใส่แว่นตา?

เขียนโดย รศ.นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา


แพทย์มักได้รับคำถามบ่อยๆว่า ทำไมผ่าตัดต้อกระจกแล้วยังต้องใส่แว่น?

จริงๆ แล้วหลังผ่าตัด เกือบทุกคนก็ไม่อยากใส่แว่นตาแล้ว แต่ชีวิตจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

เหตุผลของการที่คนที่ผ่าตัดต้อกระจกแล้วยังต้องใส่แว่นตา มีหลายเหตุผล ได้แก่

  1. การวัดเลนส์เทียม ปัจจุบันมีความแม่นยำเพียง 70-80% เท่านั้น (ที่มีค่าสายตาหลังผ่าตัดเหลือไม่เกิน 0.5 ไดออฟเตอร์ หรือภาษาชาวบ้านคือสายตาสั้นหรือยาวไม่เกิน 50) แปลว่า 2-3 คนใน 10 คนมีสายตาเหลืออยู่บ้าง ถ้าต้องการให้เห็นชัดขึ้นอาจจะต้องใส่แว่นตาช่วย
  2. มีสายตาเหลืออยู่หลังผ่าตัด ซึ่งถ้าเหลือสายตายาว ก็มีแนวโน้มจะต้องใส่แว่นตามากกว่าคนที่สายตาสั้น
  3. เลนส์เทียมที่ใส่เป็นแบบ monofocal มักดูไกลได้ดี แต่ดูใกล้ไม่ชัด จึงต้องใส่แว่นดูใกล้ ยกเว้นว่า มีสายตาสั้นเหลืออยู่หลังผ่าตัด อาจช่วยให้ดูใกล้ได้บ้าง
  4. เลนส์เทียมที่ใส่เป็นแบบ multifocal คาดว่าจะไม่ต้องใส่แว่นตา แต่ก็อาจมีสายตาเหลืออยู่หลังผ่าตัด ก็ต้องใส่แว่นตาอยู่ดี (ตามข้อ 1)
  5. มีสายเอียงแล้วไม่ได้ใส่เลนส์แก้ไขสายตาเอียง ก็จะเหลือสายตาเอียงหลังผ่าตัด ก็อาจต้องใส่แว่นตา
  6. ใส่เลนส์แก้ไขสายตาเอียง ก็อาจมีสายตาเอียงเหลือได้ แต่โดยทั่วไปจะน้อยกว่าก่อนผ่าตัด ถ้าต้องการให้เห็นชัดก็อาจต้องใส่แว่นตา
  7. ถ้าต้อกระจกขุ่นมาก อาจวัดเบอร์เลนส์เทียมได้แม่นยำน้อยลง (อ่านเพิ่มเติม คลิก)
แนวทางแก้ไข
  1. ปัจจุบัน เริ่มมีการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ในการคำนวณเลนส์เทียม ซึ่งช่วยให้การคำนวณเลนส์เทียมมีความแม่นยำมากขึ้น และเชื่อว่าวิธีนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการคำนวณเลนส์เทียม และช่วยลดความคาดเคลื่อนของค่าสายตาที่เหลืออยู่หลังผ่าตัดลงได้
  2. แพทย์มักตั้งใจให้หลังผ่าตัดมีสายตาสั้นเหลือเพียงเล็กน้อย เพราะกลัวว่าหลังผ่าตัดจะเหลือสายตายาว (เหลือสายตาสั้นดีกว่าเหลือสายตายาว) ดังนั้นจึงไม่ต้องตกใจว่าเหลือสายตาสั้นเล็กน้อยหลังผ่าตัด เพราะช่วยให้ดูใกล้ได้ดีขึ้น
  3. เลนส์ monofocal แม้จะดูใกล้ไม่ค่อยดี แต่ข้อดีคือ ความคมชัดที่ระยะไกล หรือที่ระยะโฟกัสของเลนส์นี้ (ถ้ามีสายตาเหลืออยู่) ปัจจุบันมีเลนส์เทียมชนิด monofocal ที่มีระยะชัดที่เป็นช่วง (จุดโฟกัสยืดยาว) ให้เลือกใช้ และราคาก็ไม่สูงเท่ากับเลนส์ multifocal จึงอาจช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาลงได้บ้าง
  4. เลนส์ multifocal ปัจจุบันเลนส์ชนิดนี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจเลือกใช้เลนส์เทียม multifocal lens รุ่นใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดที่ต้องปรึกษาแพทย์ให้เข้าใจก่อนจะเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้ เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่บางประการ (เลนส์ชนิดนี้แพง แต่อาจจะถูกหรือไม่ถูกโฉลกกับตาของผู้ใส่ก็ได้ ต้องพิจารณาหลายปัจจัย)
  5. ถ้ามีสายตาเอียงเพียงเล็กน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เลนส์แก้ไขสายตาเอียง แต่ถ้าเอียงมากก็ควรใส่เลนส์แก้ไขสายตาเอียง ก็จะเห็นภาพชัดกว่า
  6. การมีสายตาเอียงที่เกิดจากกระจกตา ควรได้รับการใส่เลนส์แก้ไขสายตาเอียง แต่อย่างไรก็ตาม เลนส์แก้ไขสายตาเอียงมีเบอร์แก้สายเอียงที่เป็นแบบขั้นบันได เช่น เบอร์ T3 แก้เอียงได้ประมาณ 100, T4 แก้เอียงได้ประมาณ 150, T5 แก้เอียงได้ประมาณ 200 เป็นต้น ดังนั้น ถ้าท่านมีสายตาเอียง 175 แพทย์ก็จะเลือกใช้เลนส์เบอร์ T4 หรือ T5 จึงมีสายตาเอียงเหลืออยู่ แต่ถ้าใส่แว่นก็จะชัดขึ้น หรือบางครั้งเลนส์เทียมที่ใส่เข้าไปมีการหมุน ก็จะทำให้สายตาเอียงเหลือมากกว่าที่คำนวณไว้ แต่ถ้าใส่แว่นก็จะชัดขึ้นเช่นกัน หรือบางรายที่เลนส์หมุนไปมาก ก็อาจต้องผ่าตัดหมุนเลนส์ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ
  7. ควรพิจารณาผ่าตัดต้อกระจกในระยะที่ต้อกระจกเป็นระยะปานกลาง เนื่องจากวัดเลนส์ได้แม่นยำกว่าระยะที่ต้อกระจกเป็นมาก